Skip to content
บทความทั้งหมด

Arbitrage คืออะไร — วิธีทำกำไรจากส่วนต่างราคาระหว่าง Exchange

Finance & Investment6 เมษายน 2569·2 นาทีอ่าน

Arbitrage คืออะไร?

Arbitrage คือการทำกำไรจาก ส่วนต่างราคา ของสินทรัพย์เดียวกันในตลาดที่ต่างกัน โดยซื้อในที่ถูกแล้วขายในที่แพง — ในทางทฤษฎีเป็นการทำกำไร แบบไม่มีความเสี่ยง (risk-free profit)

ตัวอย่างง่ายๆ:

  • BTC ราคา 100,000 USDT บน Exchange A
  • BTC ราคา 100,500 USDT บน Exchange B
  • ซื้อที่ A → ขายที่ B → กำไร 500 USDT (ก่อนหักค่าธรรมเนียม)

ประเภทของ Arbitrage

1. Spatial Arbitrage (Cross-Exchange)

ซื้อสินทรัพย์บน Exchange หนึ่ง แล้วขายบน Exchange อื่นที่ราคาสูงกว่า

ข้อดี: เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา

ข้อเสีย:

  • ต้อง โอนเหรียญ ระหว่าง Exchange → ใช้เวลา + ค่า gas
  • ระหว่างที่โอน ราคาอาจเปลี่ยน (slippage risk)
  • ต้องมี เงินทุนวางไว้หลาย Exchange พร้อมกัน

วิธีลด risk: วาง fund ไว้ทั้ง 2 Exchange ล่วงหน้า แล้วซื้อ-ขายพร้อมกัน ไม่ต้องโอนเหรียญ

2. Triangular Arbitrage

ใช้ 3 คู่เหรียญใน Exchange เดียวกันเพื่อทำกำไรจากความไม่สมดุลของราคา

ตัวอย่าง:

  • เริ่มจาก USDT
  • ซื้อ BTC ด้วย USDT (BTC/USDT)
  • ขาย BTC เป็น ETH (BTC/ETH)
  • ขาย ETH เป็น USDT (ETH/USDT)
  • ถ้า USDT ที่ได้กลับมา > USDT ที่เริ่ม = กำไร

ข้อดี: ทำใน Exchange เดียว ไม่ต้องโอนเหรียญ

ข้อเสีย: ต้องคำนวณเร็วมาก โอกาสมักอยู่แค่ มิลลิวินาที ต้องใช้ bot

3. Statistical Arbitrage

ใช้ สถิติและ algorithm หาคู่สินทรัพย์ที่ปกติเคลื่อนไหวสัมพันธ์กัน (correlated) แล้วเทรดเมื่อราคาเบี่ยงเบนจาก pattern ปกติ

ตัวอย่าง: BTC กับ ETH ปกติเคลื่อนไหวไปทางเดียวกัน ถ้าวันนึง ETH ตกแต่ BTC ไม่ตก → อาจซื้อ ETH (คาดว่าจะกลับมา) + Short BTC (เป็น hedge)

ข้อดี: โอกาสเยอะกว่า ไม่ต้องรอ price discrepancy ระหว่าง Exchange

ข้อเสีย: ไม่ใช่ risk-free เพราะอิงสถิติ correlation อาจเปลี่ยน

4. Funding Rate Arbitrage

ใน Futures market จะมี funding rate — ค่าธรรมเนียมที่ Long จ่ายให้ Short (หรือกลับกัน) ทุก 8 ชั่วโมง

วิธี: ซื้อ Spot + Short Futures พร้อมกัน → ราคา hedge กันแล้ว แต่ได้รับ funding rate เป็นกำไร

ข้อดี: ค่อนข้าง low-risk เพราะ position hedge กัน

ข้อเสีย: Funding rate เปลี่ยนแปลง อาจกลับทิศ

ต้นทุนที่ต้องคิด

ก่อนจะบอกว่า "มีกำไร" ต้องหักต้นทุนเหล่านี้:

  • Trading fee — ค่าธรรมเนียมซื้อขาย (0.1% per trade เป็นเรื่องปกติ)
  • Withdrawal fee — ค่าถอนเหรียญ
  • Network fee — ค่า gas/transaction fee บน blockchain
  • Slippage — ราคาเปลี่ยนระหว่างที่ส่งคำสั่ง
  • Spread — ส่วนต่าง bid-ask

กฎสำคัญ: ถ้ากำไร < ต้นทุนรวม → อย่าทำ

ทำ Arbitrage ต้องมีอะไร?

สำหรับมือใหม่

  • บัญชีบน 2-3 Exchange ที่มี volume สูง
  • เงินทุนวางไว้หลาย Exchange
  • เครื่องมือเทียบราคา (เว็บ aggregator หรือ API)
  • ความเข้าใจค่าธรรมเนียมแต่ละ Exchange

สำหรับจริงจัง

  • Trading bot — เขียนเอง หรือใช้ platform สำเร็จรูป
  • Low-latency connection — ยิ่งเร็วยิ่งได้เปรียบ
  • API integration — ต่อ Exchange APIs หลายตัวพร้อมกัน
  • Risk management — ระบบจัดการความเสี่ยงอัตโนมัติ

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

  • Execution risk — ส่งคำสั่งไม่ทัน ราคาเปลี่ยนแล้ว
  • Liquidity risk — volume น้อย ซื้อ/ขายจำนวนเยอะไม่ได้ในราคาที่ต้องการ
  • Transfer risk — blockchain ล่าช้า, Exchange ระงับการถอน
  • Regulatory risk — กฎหมายแต่ละประเทศต่างกัน
  • Exchange risk — Exchange ปิดตัว หรือโดน hack

สรุป

Arbitrage เป็นกลยุทธ์ที่ ดูง่ายแต่ทำจริงยาก — โอกาสมักอยู่แค่วินาที ต้องแข่งกับ bot ของคนอื่น และต้นทุนกิน margin ไปมาก สำหรับมือใหม่แนะนำให้เริ่มจาก เรียนรู้และสังเกต ก่อน ไม่ต้องรีบลงเงินจริง

อ่านต่อ